PN คืออะไร? รวมทุกคำตอบที่คุณอยากรู้ก่อนตัดสินใจฉีด
Skin Booster ช่วยเรื่องอะไรบ้าง
Skin Booster คือกลุ่มสารฉีดในหมวด Biostimulator ที่เน้นฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Quality) จากภายในผ่านกระบวนการ Skin Regeneration และ Tissue Repair มากกว่าการเติมปริมาตรแบบฟิลเลอร์ทั่วไป สารออกฤทธิ์หลักที่นิยมใช้คือ Polynucleotide (PN) ซึ่งเป็นสารสกัดจาก DNA บริสุทธิ์ที่ผ่านการฉีดเข้าชั้นผิวแบบ Intradermal Injection
จากงานวิจัยของ Lim และคณะ (2024) ตีพิมพ์ใน Clinical, Cosmetic and Investigational Dermatology ที่ศึกษาการฉีด PN-HPT ในคนเอเชีย 30 คน พบว่า PN ช่วยปรับปรุงคุณภาพผิว 4 ด้านหลัก (Emergent Perceptual Categories) ได้แก่:
- Skin Tone Evenness — สีผิวสม่ำเสมอ ลดรอยแดงและรอยหมองคล้ำ
- Skin Surface Evenness — พื้นผิวเรียบเนียน ลดรูขุมขน Fine Lines และรอยแผลเป็นสิว
- Skin Firmness — ความแน่น Skin Elasticity และ Skin Hydration
- Skin Glow — ความเปล่งปลั่ง มีออร่า
กลไกเหล่านี้เกิดจากการกระตุ้น Collagen Stimulation และการสร้าง Elastin ใหม่ผ่านกระบวนการ Dermal Remodeling ทำให้ Skin Booster เป็นหนึ่งในแนวทาง Natural Skin Rejuvenation และ Facial Rejuvenation ที่ได้รับความนิยมในกลุ่ม Anti-Aging Treatment ปัจจุบัน
Skin Booster เหมาะกับคนอายุเท่าไร
จากงานวิจัยเดียวกัน กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 40.2 ปี (ช่วงอายุ 25-67 ปี) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า PN ใช้ได้ผลตั้งแต่วัย 20 ปลายๆ ไปจนถึงวัย 60 ขึ้นไป โดยข้อบ่งชี้หลักในการรักษาคือผิวแห้งจากอายุ รูขุมขนกว้าง ผิวหย่อนคล้อยจาก Photoaging และรอยแผลเป็นสิว ไม่ได้จำกัดเฉพาะช่วงอายุใดอายุหนึ่ง แต่ควรประเมินตามสภาพผิวจริงของแต่ละคน
Skin Booster ยี่ห้อไหนดี ปี 2026
ในกลุ่ม PN ที่ได้รับการรับรองและมีงานวิจัยรองรับมากที่สุดคือ PN-HPT™ (Polynucleotides Highly Purified Technology) จากบริษัท Mastelli ประเทศอิตาลี ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่ปี 1952 และมีงานวิจัยรองรับมากกว่า 100 ฉบับ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ได้แก่:
- Plinest — ความเข้มข้น 40mg/2mL เหมาะกับผิวหน้า ลำคอ เดคอลเต้ และการรีโมเดลบริเวณที่มีพังผืดสูงอย่างรอยแผลเป็นสิว
- Plinest Fast — ความเข้มข้น 15mg/2mL อ่อนโยนกว่า เหมาะกับบริเวณรอบดวงตาและผิวบอบบาง
PN-HPT™ ผ่านการรับรอง EU CE Mark, GMP, AIFA, ISO 9001, ISO 13485 และ RINA รวมถึงได้รับการรับรองจาก Italian National Institute of Health
"หมอปุ๊นอยากเน้นว่าการเลือกยี่ห้อไม่ใช่แค่เรื่องความนิยม แต่ควรดูที่กระบวนการผลิตและงานวิจัยรองรับค่ะ PN-HPT™ ใช้กระบวนการสกัดและทำให้บริสุทธิ์ 10 ขั้นตอนที่จดสิทธิบัตร เพื่อขจัดโปรตีนปนเปื้อนที่อาจก่อภูมิแพ้ออกไปให้หมด"
PN ช่วยฟื้นฟูผิวจริงไหม
จริงค่ะ ตามกลไกการทำงาน PN จะจับกับตัวรับของ Fibroblast ซึ่งเป็นเซลล์หลักที่สร้างคอลลาเจนและ Elastin ในชั้นผิว กระตุ้นให้เกิด 5 กระบวนการ ได้แก่ เพิ่มการเจริญเติบโตของ Fibroblast เพิ่มความมีชีวิตของ Fibroblast เพิ่ม Collagen Stimulation ให้เกิดเส้นใยคอลลาเจนที่เรียงตัวสมบูรณ์ เพิ่ม Fibronectin ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของ Extracellular Matrix (ECM) และกระตุ้น Tissue Repair โดยรวม
การเสริมสร้าง ECM ให้แข็งแรงนี้เองที่นำไปสู่กระบวนการ Dermal Remodeling ซึ่งเป็นรากฐานของ Skin Regeneration อย่างเป็นธรรมชาติ ผลการศึกษาในคนเอเชีย 30 คน พบว่าที่ 6 เดือนหลังการรักษา คะแนน GAIS (มาตรวัดผลลัพธ์ทางการแพทย์) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกด้าน (p<0.001) โดย 76% ของผู้เข้าร่วมรู้สึกว่าผิวดีขึ้นมากถึงดีขึ้นมากที่สุด และ 100% พึงพอใจกับผลลัพธ์ โดยไม่มีรายงานผลข้างเคียงที่รุนแรงเลยตลอดการศึกษา
PN ต่างจาก Rejuran อย่างไร
คำถามนี้มักสับสนกันเพราะทั้งคู่เป็นสารสกัดจาก DNA ปลาแซลมอน/เทราต์ แต่ Polynucleotide (PN) และ Polydeoxyribonucleotide (PDRN) ต่างกันที่ชนิดของสารและแหล่งที่มา:
PN vs. PDRN
| หัวข้อ | PN (เช่น Plinest) | PDRN (เช่น Rejuran) |
|---|---|---|
| แหล่งสกัด | ต่อมเพศ (Gonad/Testis) | อสุจิ (Sperm) |
| น้ำหนักโมเลกุล | ~1000 kDa | ~350 kDa |
| ความยาวสายโซ่ | ยาว | สั้น |
| ความเข้มข้นสารออกฤทธิ์ | 20 mg/mL | 1.87 mg/mL |
"หมอปุ๊นอธิบายง่ายๆ ว่า PN มีสายโซ่ยาวกว่าและความเข้มข้นสูงกว่า PDRN ค่อนข้างมาก ทำให้มีคุณสมบัติด้าน Biostimulator และการยึดเกาะน้ำได้นานกว่า ส่วน PDRN มีสายสั้นกว่าจึงซึมซาบและกระจายตัวได้เร็ว เหมาะกับบริเวณที่ต้องการซึมซาบไว เช่น รอบดวงตา"
Rejuran กับ Plinest เลือกอะไรดี
ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการรักษา:
- Plinest (PN) เหมาะกับการฟื้นฟูโครงสร้างผิวระยะยาว รีโมเดลรอยแผลเป็นสิวที่มีพังผืด และผิวที่ต้องการกระตุ้น Collagen Stimulation แบบเข้มข้น
- Rejuran (PDRN) มักนิยมใช้กับผิวที่ต้องการซึมซาบเร็ว หรือบริเวณที่บอบบางเป็นพิเศษ
ทั้งสองกลุ่มไม่ได้แข่งขันกันโดยตรง แต่เหมาะกับความต้องการที่ต่างกัน ควรให้แพทย์ประเมินสภาพผิวก่อนเลือกผลิตภัณฑ์
ฉีด Skin Booster แล้วเห็นผลกี่วัน
จากข้อมูลผลิตภัณฑ์ Plinest ผลลัพธ์เริ่มเห็นได้ชัดประมาณ 3 สัปดาห์หลังการฉีดครั้งแรก และจากงานวิจัยพบว่าคะแนนความพึงพอใจสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนแรกไปจนถึงเดือนที่ 6
Skin Booster ต้องฉีดกี่ครั้งถึงเห็นผล
โปรโตคอลมาตรฐานตามงานวิจัยคือฉีด 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4 สัปดาห์ (เดือนที่ 0, 1 และ 2) จากนั้นจึงประเมินผลต่อเนื่องที่เดือนที่ 4 และ 6 โดยทั่วไปแนะนำ 3-4 ครั้ง ห่างกันประมาณ 1 เดือน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
Skin Booster อยู่ได้นานกี่เดือน
จากข้อมูลผลิตภัณฑ์ ผลลัพธ์ของ Plinest อยู่ได้ประมาณ 6-9 เดือน หลังทำครบตามโปรโตคอลที่แนะนำ และจากงานวิจัยพบว่าผลลัพธ์ยังคงอยู่จนถึงการติดตามผลที่ 6 เดือนในผู้เข้าร่วมทุกคน โดยไม่มีแนวโน้มลดลง
ฉีด PN เจ็บไหม
จากงานวิจัยพบว่าการฉีด PN-HPT™ ส่วนใหญ่ไม่เจ็บ ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ให้คะแนนความรู้สึกว่า "สบาย" หรือ "สบายมาก" ทั้งจากเทคนิคเข็มและคานูลา และมีเพียงส่วนน้อยที่รู้สึกไม่สบายตัว หากต้องการความสบายเพิ่มเติมสามารถใช้ครีมชาก่อนฉีดหรือประคบเย็นหลังฉีดได้
ฉีด Skin Booster แล้วหน้าเป็นก้อนไหม
อาจมีความรู้สึกเป็นก้อนเล็กน้อยได้ในช่วงแรกหลังฉีด เนื่องจากเจล PN ยังไม่กระจายตัวเต็มที่ แต่จะค่อยๆ นุ่มลงเป็นธรรมชาติภายในไม่กี่วัน ผลข้างเคียงที่อาจพบได้คือรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยหลังฉีด ซึ่งมักหายไปเองภายในไม่กี่วัน จากงานวิจัยไม่พบรายงานผลข้างเคียงรุนแรงตลอดการติดตามผล 6 เดือน
Skin Booster กับฟิลเลอร์ควรทำอะไรก่อน
ตามคำแนะนำ Consensus Report ของผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ความงาม แนะนำให้ทำ PN-HPT™ ก่อนฟิลเลอร์ (Priming) โดยเริ่มฉีด PN ล่วงหน้าประมาณ 1 เดือนก่อนฉีดฟิลเลอร์ ด้วยจำนวน 2-4 ครั้ง เพราะ PN ช่วยปรับสภาพผิวให้พร้อมรับการรักษาต่อไป และช่วยยืดอายุผลลัพธ์ของฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid (HA) ให้อยู่ได้นานขึ้นด้วยการปรับสภาพเนื้อเยื่อให้แข็งแรงจากภายใน
Skin Booster สำหรับผิวแห้ง
ผิวแห้งเป็นหนึ่งในข้อบ่งชี้หลักของ PN-HPT™ เนื่องจากสารนี้มีคุณสมบัติชอบน้ำสูง (Hydrophilic) ช่วยดึงและกักเก็บ Skin Hydration ในชั้นผิว คล้ายกับกลไกของ Hyaluronic Acid (HA) แต่มีคุณสมบัติ Biostimulator เพิ่มเติมด้วย จากงานวิจัยพบว่าคะแนนความชุ่มชื้นของผิวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่การประเมินครั้งแรกไปจนถึงเดือนที่ 6
Skin Booster สำหรับคนเป็นสิว
Plinest ถูกออกแบบมาเพื่อรีโมเดลบริเวณที่มีพังผืดสูงอย่างรอยแผลเป็นสิวโดยเฉพาะ ผ่านกระบวนการ Dermal Remodeling และ Tissue Repair จากงานวิจัยพบว่าคะแนนการปรับปรุงรอยแผลเป็นสิว (Acne Scars) เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือนแรกจนถึงเดือนที่ 6 โดยที่เดือนที่ 6 มีผู้เข้าร่วมถึง 56% ที่รู้สึกว่ารอยแผลเป็นดีขึ้นมากถึงดีขึ้นมากที่สุด
Skin Booster สำหรับรูขุมขนกว้าง
รูขุมขนกว้างเป็นหนึ่งในข้อบ่งชี้หลักที่ระบุไว้ในงานวิจัย จากผลการศึกษาพบว่าคะแนนการปรับปรุงรูขุมขน (Enlarged Pores) ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่เดือนที่ 6 มีผู้เข้าร่วมถึง 71% ที่รู้สึกว่ารูขุมขนดีขึ้นมากถึงดีขึ้นมากที่สุด
Skin Booster สำหรับผู้ชาย
งานวิจัยเปิดรับผู้เข้าร่วมทั้งชายและหญิงโดยไม่จำกัดเพศ จากกลุ่มตัวอย่าง 30 คน มีผู้ชาย 13 คน (43%) ซึ่งได้ผลลัพธ์ในทิศทางเดียวกันกับกลุ่มผู้หญิง แสดงให้เห็นว่า Skin Booster ใช้ได้ผลดีในผู้ชายเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีปัญหาผิวแห้งจากอายุหรือรูขุมขนกว้าง
Skin Booster หลังอายุ 40
ช่วงอายุเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยคือ 40.2 ปี ซึ่งเป็นวัยที่เริ่มเห็นสัญญาณความเสื่อมของผิวชัดเจน ทั้ง Skin Elasticity ลดลง ผิวแห้ง และรูขุมขนกว้างขึ้น Skin Booster จึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับวัยนี้ในการฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายในควบคู่กับ Anti-Aging Treatment อื่นๆ
Skin Booster สำหรับวัย 50+
งานวิจัยมีกลุ่มตัวอย่างสูงสุดถึงอายุ 67 ปี และพบว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีในทุกช่วง Fitzpatrick Skin Type ที่ศึกษา ยืนยันว่า Skin Booster ยังคงมีประสิทธิภาพในวัย 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะการฟื้นฟูความแน่นและ Skin Hydration ของผิวที่มักลดลงตามวัย
สรุป
Skin Booster โดยเฉพาะกลุ่ม PN-HPT™ เป็นทางเลือกในกลุ่ม Biostimulator ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับชัดเจนในการฟื้นฟู Skin Quality 4 ด้านหลัก ผ่านกลไก Collagen Stimulation, Fibroblast Activation และการเสริมสร้าง Extracellular Matrix (ECM) เหมาะกับหลากหลายช่วงวัยและเพศ ใช้เวลาเห็นผลประมาณ 3 สัปดาห์ และควรทำต่อเนื่อง 3-4 ครั้งเพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนนาน 6-9 เดือน จัดเป็นแนวทาง Natural Skin Rejuvenation ที่ปลอดภัยสำหรับ Facial Rejuvenation ในระยะยาว
ที่เดรม่า คลินิก เราให้คำปรึกษาแบบ Personal Treatment ค่ะ หากคุณสนใจ Skin Booster และอยากได้แผนการรักษาที่เหมาะกับผิวของคุณโดยเฉพาะ ทักมาพูดคุยกันได้เลยนะคะ
